วัน-เวลาเปิดทำการ
อังคาร-ศุกร์ 13.00-21.00 น.
เสาร์-อาทิตย์ 9.00-19.00 น.
หยุดทุกวันจันทร์
วันหยุดเพิ่มเติม
เดือนกรกฎาคม 53
หยุด 24-27 กค. 53
หนังสือแนะนำ
![]() |
คู่มือวาดเส้น เนื้อหา เทคนิค วิธีวาดทีละขั้นตอน พร้อมคำ อธิบายที่เข้าใจง่าย สามารถนำ ไปฝึกฝนได้ด้วยตัวเอง |
| Designed by: |
|
![]() อุกฤษณ์ ทองระอา
ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เรียนจบโรงเรียนศิลปะ ไม่มีปริญญาใดๆ มาประดับฝาห้อง เขาเป็นเพียงเด็กช่างกล มีวุฒิการศึกษาแค่ ปวช. แต่ใจรักในการวาดภาพ ประกอบกับความยากจน ทำให้เขาต้องดิ้นรนหางานทำเป็นนักวาดภาพ ประกอบหนังสือตั้งแต่เป็นวัยรุ่น
สิบกว่าปีก่อน คนในวงการหนังสือรู้จักเขาในฐานะผู้วาดภาพนักเขียนชื่อดังลงปกนิตยสาร writer ผลงานของเขาทำให้หลายคนนึกถึงภาพเขียนของ นอร์แมน ร็อกเวลล์ (Norman Rockwell) หรือ แอนดรูว์ ไวเอท (Andrew Wyeth) จิตรกรชื่อดังของอเมริกา แต่สำหรับอุกฤษณ์เอง เขาไม่ได้สนใจว่าสไตล์การเขียนภาพของเขาจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับศิลปิน คนไหน หลายปีที่ผ่านมาเขาก้มหน้าก้มตาทำงานที่เขารักในแนวทางที่เขาถนัด และทุ่มเทกับมันเรื่อยมา โดยไม่ได้คิดด้วยซ้ำไปว่า ผลงานที่ปรากฏอยู่ในนิตยสารหลายต่อหลายฉบับ จะส่งให้เขากลายเป็น จิตรกรภาพเหมือนมือวางอันดับต้นๆ ของเมืองไทยในเวลาต่อมา
คิวงานวาดภาพเหมือนที่ผู้คนทั้งในและนอกประเทศมาจ้างให้เขาวาด เต็มไปถึงปีหน้า และหลายภาพ ราคาอยู่ที่เลขเจ็ดหลัก ถึงอย่างนั้นอุกฤษณ์ก็ไม่ชอบให้ใครเรียกเขาว่า “ศิลปิน” เขาออกตัวว่า เขาเป็นเพียง “จิตรกร” “ผมเป็นคนเมืองชล เกิดที่หนองมน จบช่างกลที่เทคนิคสัตหีบ มีวุฒิแค่ ปวช. เท่านั้น ผมเคยไปเรียนที่ ม. รังสิต คณะศิลปกรรม แต่เรียนได้เพียงปีเดียวก็ออกมา เพราะไม่ค่อยมีสตางค์ เลยอยากหางานทำ มากกว่า ผมออกมาหางาน ได้งานเขียนภาพประกอบ ทีนี้พอได้เขียนแล้วเลยยิ่งไม่อยากเรียน” อุกฤษณ์ ทองระอา จิตรกรวัย ๓๖ ปี กล่าวกับเราภายในบ้านและแกลเลอรีย่านคลองรังสิตที่มีรูปทรง คล้ายป้อมปราการของอัศวินในอังกฤษ ด้านหน้ามีป้ายชื่อติดไว้ว่า “Cross Gallery of Art”--บ้านที่เขา สร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขาเอง
“ผมชอบวาดภาพมาตั้งแต่เด็กๆ พ่อชอบดูหนังฝรั่ง ชอบเก็บภาพโปสเตอร์ ผมได้เห็นรูป ชาร์ลตัน เฮสตัน ที่อยู่ในโปสเตอร์หนังเรื่อง Ben-Hur มาตั้งแต่เล็ก เลยอยากเลียนแบบการเขียนรูป แบบนั้น ซึ่งมันก็ทำให้ผมเข้าไปในโลกของ painting ที่เป็นแบบตะวันตกโดยไม่รู้ตัว ยิ่งพอมาเขียน ภาพลงปกหนังสือซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนังสือแปล เป็นภาพแนวฝรั่ง งานของเราเลยยิ่งดูไม่เป็นตะวัน ออกเรียกว่าหลุดเข้าไปโดยไม่รู้ตัว พอจับทางนี้ได้มันก็เลยกลายเป็นอาชีพไป แต่การเป็นมือเขียนปก เรื่องแปลมันก็มีข้อเสียตรงที่ ถึงเราจะเขียนแทบตาย คนก็มักจะคิดว่าสำนักพิมพ์เราไปก๊อบปี้รูปของ ฝรั่งมาลงปก แล้วใส่ชื่อเป็นภาษาไทย” อุกฤษณ์เริ่มต้นงานด้วยการเขียนภาพประกอบให้นิตยสาร Hi-class ต่อมาก็หันมาจับงานวาดภาพ ปกหนังสือวรรณกรรมแปล ก่อนจะเริ่มต้นสั่งสมชื่อเสียงเมื่อมารับงานวาดภาพเหมือนของนักเขียน ลงปกนิตยสาร writer ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่สร้างชื่อให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะจิตรกรภาพเหมือน หลังจากนั้นจึงมีงานวาดภาพประกอบในนิตยสาร แพรว สีสัน a day สารคดี กินรี รวมถึงงานเขียน โปสเตอร์ภาพยนตร์ อย่างเรื่อง ฉลุยหิน คนไข่สุดขอบโลก ของ อังเคิล ผู้กำกับชื่อดัง ปกแผ่นเสียง ต่างๆ จากค่ายเพลงที่ เจนภพ จบกระบวนวรรณ เป็นผู้ดูแล ก่อนจะหันมารับงานวาดภาพเหมือน อย่างจริงจังในเวลาต่อมา
“สมัยที่เขียนภาพลงปก writer คนชอบเพราะส่วนหนึ่งเราเขียนเหมือน ตอนนั้นเดือนหนึ่งผม มีงาน ๒ ชิ้น ชิ้นหนึ่งอาจจะได้ ๑,๕๐๐ บาท เราก็ต้องอยู่ให้ได้ ไอ้เรื่องกินอยู่ไม่ต้องพูดถึง มันลำบาก อยู่แล้ว จำนวนงานมันมีน้อย แล้วเราก็ทำเต็มที่ ความสุขอย่างเดียวก็คือต้องเขียนงานให้แจ๋ว เราจึง ทุ่มเทมาก อย่างเขียนรูปคุณชาติ กอบจิตติ รูปศรีบูรพา รูปจิตร ภูมิศักดิ์ เราไม่คิดเรื่องค่าตอบแทนอะไร มาก เราอยากจะผลัก อยากจะเค้นของดีออกมา เราอาจจะเป็นขวัญใจของพวกนักคิด พวกนักเขียน หรือพวกจิ๊กโก๋มากกว่า
“ผมเขียนปกหนังสือด้วยสีน้ำ เพราะติดใจงานของศิลปินฝรั่งชื่อดัง คือ แอนดรูว์ ไวเอท ซึ่งเดี๋ยวนี้ ยังมีชีวิตอยู่ เขาเขียนสีน้ำด้วยเทคนิค dry brush คือใช้สีแห้ง ใช้น้ำน้อย และที่เราเขียนสีแห้งเพราะ ว่าเรามีสตางค์ซื้อสีไม่กี่หลอด เราต้องประคองให้ได้ ถ้าเขียนชุ่มมันเปลืองสี การเขียนสีแห้งมันใช้สี น้อยแต่เราก็ต้องแม่นมาก”
จ้างเขาให้วาดภาพเหมือน
กินรี ฉบับที่หน้าปกเป็นรูปในหลวง ตั้งแต่นั้นมาผมก็วาดภาพให้คุณสันติมาตลอด อย่างรูปเสือ leopard บนฉลากเบียร์ลีโอ ผมก็เขียน”
อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังถ่ายทอดบุคลิกของผู้ที่เป็นแบบได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ทำให้มีคนมาจ้างให้ เขาวาดภาพเหมือนเพิ่มขึ้น และเกินกว่าครึ่งนั้นเป็นลูกค้าชาวต่างชาติ ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งก็มาจากสไตล์ การวาดภาพของเขาที่เป็นแบบตะวันตกนั่นเอง
ห้าหลัก ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็นเลขหกหลักอย่างรวดเร็วจากการตีคุณค่าภาพของเขาในสายตาของลูกค้า โดยเฉพาะชาวต่างประเทศ
“ตอนแรกที่มีคนมาจ้างวาดภาพเหมือน ผมไม่เคยตั้งราคา ใครถามเรื่องราคาผมยังตอบไม่ได้เลย ครั้งแรก ที่มีคนจ่ายค่าวาดเป็นเช็คมา ผมยังต้องไปเปิดบัญชี เพราะไม่เคยมีเงินฝากธนาคารมาก่อนในชีวิต จำได้ ว่างานแรกได้มา ๓๕,๐๐๐ บาท คนให้ราคาผมจากงานที่เขาเห็นมากกว่า ต่อมาก็มีชาวต่างประเทศมาจ้าง ผมวาดภาพมากขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าครึ่งเป็นฝรั่งและญี่ปุ่น
“เท่าที่ผมทราบ คนญี่ปุ่นสะสมรูปของ แอนดรูว์ ไวเอท มากที่สุดรองจากในอเมริกา งานของศิลปิน คนนี้ราคารูปละไม่ต่ำกว่าล้านเหรียญ นักสะสมพวกนี้เขาเห็นภาพมามากจากทั่วโลก เขาจึงรู้ว่าเราเขียน สวยหรือไม่สวย เขาคงเห็นงานของผมคล้ายกับงานของไวเอท ก็เลยซื้อไว้ ผมเองไม่ได้ตั้งใจจะเขียน ให้เหมือนเขา แต่บางครั้งงานก็ไปเหมือนเองโดยไม่ได้ตั้งใจ นอกจากงานของไวเอทแล้ว หลายคนยัง มองว่าภาพเขียนของผมคล้ายกับงานของ นอร์แมน ร็อกเวลล์ ซึ่งเป็นจิตรกรชื่อดังของโลกด้วย คนที่ มาซื้อภาพของผมเขาคงเห็นคุณค่าในงาน จึงให้ราคาค่อนข้างสูง “ผมเคยวาดภาพรัชกาลที่ ๕ ไว้ภาพหนึ่งนานแล้ว แต่ไม่ได้ตั้งราคา ต่อมามีคนญี่ปุ่นมาเห็นภาพนั้น เข้าแล้วสนใจ เขาก็ถามผมว่า ในเมืองไทยผมเป็นจิตรกรมีชื่อเสียงไหม ผมก็บอกไปว่าผมไม่ดังหรอก เขาไม่ว่ายังไง บอกให้ผมเรียกราคามา พอดีมีพี่คนไทยที่สนิทกัน เขาชอบงานของผม ก็เชียร์ให้เรียก แพงๆ ผมเลยบอกราคาไปสูงมาก ตอนนั้นผมเองยังรู้สึกว่าแพง แต่เขาให้มาสูงกว่านั้น” อุกฤษณ์พาเราเข้าไปชมสตูดิโอวาดภาพของเขา กลางห้องมีภาพวาดรัชกาลที่ ๕ ที่ยังวาดไม่เสร็จตั้ง อยู่ เป็นภาพที่ชาวต่างชาติมาจ้างวาดในราคาเลขเจ็ดหลัก แต่ละวัน อุกฤษณ์จะนั่งทำงานอยู่หน้าผืนผ้าใบ วันละไม่ต่ำกว่า ๑๐ ชั่วโมง จึงไม่แปลกที่ในสตูดิโอนี้จะมีเตียงนอนตั้งอยู่ด้วย เขาชี้ชวนให้เราดูรูป พลางเล่าถึงแนวทางการทำงานตามแบบของเขาว่า
“ผมเลือกรักษาฝีมือ เราเหมือนช่างทำเก้าอี้ เก้าอี้มันต้องมีโครงสร้างที่ไม่ล้ม การวาดรูปเหมือน ก็เช่นกัน เราต้องเขียนโครงสร้างให้แม่น สมัยก่อนตอนเรียนช่างกล ผมฝึกเขียนโครงสร้างของร่างกาย ทั้งวันทั้งคืน “ต่อมาก็เรื่องความสวยงาม ผมไม่ซับซ้อน ไม่เน้นรูปแบบที่แปลกตา อย่างวาดเก้าอี้ดูก็รู้ว่าเป็นเก้าอี้ แต่ผมจะลงลึกในรายละเอียดของโครงสร้าง อย่างถ้าวาดรูปคน จมูก ตา เส้นผม ปาก ก็ต้องสวยงาม ถูกต้องชัดเจน งานมันต้องแน่น งานของผมดูครั้งแรกอาจไม่ประทับใจ แต่ดูไปนานๆ มันคลาสสิก ผม มีความคิดอย่างหนึ่งว่า คุณจะเขียนอะไรก็ได้ แต่ต้องเข้าใจมันจริงๆ เขียนให้ถึงขีดสุด แล้วมันจะยิ่ง ใหญ่เองผมตั้งใจแล้วว่าจะไม่เปลี่ยนสไตล์การวาดรูป จะวาดแบบนี้ไปตลอด ต้องเอาให้มันสุดยอดเลย” ทุกวันนี้อุกฤษณ์รับวาดภาพเหมือนซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพบุคคล ทั้งภาพสีน้ำและสีน้ำมัน แต่ละภาพ ใช้เวลาวาดประมาณ ๒ อาทิตย์ โดยวาดจากรูปถ่ายที่ผู้ว่าจ้างส่งมาให้ หากเขาไม่พอใจรูปถ่ายนั้น ก็จะหิ้ว กล้องพร้อมอุปกรณ์ไปจัดแสงถ่ายรูปเอง เพื่อดึงเอาบุคลิกของคนคนนั้นออกมาให้ได้ แล้วนำรูปที่ถ่าย กลับมาเป็นต้นแบบในการวาดภาพ “เวลาทำงานผมจะดรอว์อิงก่อนชิ้นหนึ่งเพื่อความแน่นอน แล้วค่อยร่างจากภาพนั้น ถ่ายลงกระดาษ หรือผืนผ้าใบอีกที จากนั้นจึงจะลงสี ถ้าเขียนสีน้ำ ผมจะเขียนภาพสเกตช์อย่างดีเลย เพราะว่าสีน้ำจะ พลาดไม่ได้ ฉะนั้นเวลาที่มาให้ผมวาด คุณก็จะได้ภาพ ๒ ชิ้น คือภาพจริง และภาพดรอว์อิงสวยๆ อีกภาพ” ทุกวันนี้อุกฤษณ์ไม่เคยออกไปหาลูกค้า แต่มีลูกค้าบุกมาหาถึงบ้าน บางคนเคยจ้างศิลปินชื่อดังให้วาด ภาพเหมือนในราคาแสนแพง แต่ก็ไม่ถูกใจ เพราะภาพนั้นไม่สามารถถ่ายทอดบุคลิกของผู้เป็นแบบออก มาได้ จึงมาจ้างเขาให้วาดใหม่ บางคนก็มาเฝ้าดูว่าเขาจะขายงานเก่าๆ ที่เก็บสะสมไว้หรือไม่ เพราะรู้ ดีว่า อุกฤษณ์มีงานจำนวนมากที่ไม่ยอมขาย ด้วยตั้งใจจะนำมาจัดแสดงในบ้านของเขาที่แบ่งพื้นที่ส่วน หนึ่งทำเป็นพิพิธภัณฑ์ด้วย ซึ่งปัจจุบันก็มีผู้ติดต่อเข้าเยี่ยมชม “Cross Gallery of Art” แห่งนี้เกือบทุก วัน อุกฤษณ์พาเราเยี่ยมชมส่วนที่เป็นห้องจัดแสดงผลงานของเขา ซึ่งมีทั้งภาพวาดปกหนังสือแปลใน ยุคแรกที่เขาเริ่มทำงาน และภาพบุคคลที่มีชื่อเสียงของประเทศ อาทิ ปรีดี พนมยงค์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช จิตร ภูมิศักดิ์ วานิช จรุงกิจอนันต์ ชาติ กอบจิตติ เรวัต พุทธินันท์
“ผมอยากให้ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ เพราะมีความคิดว่าภาพปกหลายร้อยเล่มที่เราเขียน เราไม่อยากขาย ผมก็วางแผนไว้ว่าต้องมีสถานที่อย่างนี้ เพื่อที่จะเอาต้นฉบับงานเหล่านั้นมาเก็บรวบรวมไว้ ถึงจะไม่มี คนดูเราดูกันเองก็ยังดี เพราะมันทำให้เรานึกถึงวันเก่าๆ” นอกจากพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานในอดีต อุกฤษณ์ยังมีความฝันอีกประการหนึ่งซึ่งตั้งใจจะทำให้ สำเร็จให้ได้ “ผมชอบมาดามทุสโซ (Madame Tussaud) มาก ที่เขาปั้นหุ่นขี้ผึ้งบุคคลสำคัญทั่วโลก ผมก็เลยอยาก เขียนภาพของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของไทยรวมไปถึงของโลกเก็บไว้ ทั้งที่มีชีวิตอยู่และที่เสีย ชีวิตไปแล้ว เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้รู้จักคนเหล่านี้ ไม่ว่าท่านอาจารย์ปรีดี พ. พีระ หรือ แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์” ก่อนอำลาจากกัน อุกฤษณ์บอกถึงเคล็ดลับความเป็นมืออาชีพไว้อย่างน่าฟังว่า “เราต้องไม่ไปเปรียบเทียบฝีมือกับใคร แต่จงรู้จักตัวเอง หาสไตล์ตัวเองให้เจอ ทำให้สุดยอด แล้ว สไตล์ของเราจะเกิดขึ้นเอง”
หมายเหตุ : ติดต่อขอเข้าเยี่ยมชม “Cross Gallery of Art” ได้ที่ โทร. 085-216-7914
|
ข่าวศิลปะ
| ข่าวศิลปะและการออกแบบ |
| ข่าวศิลปะและการออกแบบ โดย rssthai.com สถานีกระจายข่าว 24 ชั่วโมง |
|











