วัน-เวลาเปิดทำการ
อังคาร-ศุกร์ 13.00-21.00 น.
เสาร์-อาทิตย์ 9.00-19.00 น.
หยุดทุกวันจันทร์
วันหยุดเพิ่มเติม
เดือนกรกฎาคม 53
หยุด 24-27 กค. 53
หนังสือแนะนำ
![]() |
คู่มือวาดเส้น เนื้อหา เทคนิค วิธีวาดทีละขั้นตอน พร้อมคำ อธิบายที่เข้าใจง่าย สามารถนำ ไปฝึกฝนได้ด้วยตัวเอง |
| Designed by: |
|
![]() ประทีป คชบัวประทีป คชบัว ศิลปินผู้ซึ่งหลอมรวมชีวิตกับงานให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน บนเส้นทางของ ศิลปินอิสระที่ไม่ได้โรยด้วยกุหลาบ หากแต่เป็นเส้นทางแห่งความดีงาม ศิลปินผู้เป็นสุขเต็มอิ่ม อยู่ข้างในและเป็นผู้ที่มีชีวิตเพื่อที่จะได้ช่วยเหลือผู้อื่นมีความมุ่งมั่นทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และเวลาอันยาวนานก็คือบทพิสูจน์ความสำเร็จจากการพบปะพูดคุยกันเมื่อครั้งเปิด แสดงงานที่Atelier เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ที่ผ่านมา ทำให้ได้รู้ถึงที่มาที่ไปของผลงาน ที่นำมาแสดงในครั้งนี้และชีวิตการทำงานของศิลปิน ผลงานแต่ละชิ้นล้วนทรงคุณค่า เราสามารถ สัมผัสได้ถึงการทำงานที่ไม่เคยหยุดนิ่งจึงนับได้ว่าน่าจะเป็นแบบอย่างให้แก่คนที่สนใจศิลปะ และศิลปินรุ่นใหม่ๆ นำไปเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป
- ที่มาของแรงบันดาลใจที่ทำให้ชอบงานศิลปะ เนื่องจากผมเกิดและโตที่กรุงเทพฯ อ.บางกอกน้อย ต.บ้านช่างหล่อ ที่บ้านช่างหล่อจะมีแต่ช่างแทบ ทั้งนั้น ญาติๆ ที่สนิทก็เป็นช่างกันเยอะมาก ทั้งช่างปั้น เขียนรูป แกะไม้ มันอยู่ในสายเลือดของเราอยู่ แล้ว ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากในสมัยเด็กเป็นคนที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ จะชอบเขียนรูปมากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่ เด็กในรุ่นราวคราวเดียวกันก็จะชอบอ่านหนังสือการ์ตูน ดูหนังการ์ตูน สิ่งเร้าอื่นๆ มันไม่ค่อยมี เนื้อหา โทรทัศน์ก็จะเป็นเรื่องหนังจักรๆ วงศ์ๆ จะมีก็แต่เรื่องรามเกียรติ์ที่น่าสนใจหน่อย คือ ตั้งแต่สมัยเด็กจะ ไม่มีชีวิตที่อยากเรียน อยากเขียนรูปอย่างเดียว
![]()
- เริ่มที่จะศึกษาศิลปะอย่างจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่ เริ่มจากเป็นคนที่ชอบเขียนรูปอยู่แล้ว จึงตั้งใจว่าจะต้องเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากรให้ ได้ พอสอบเข้าเรียนได้จริงมันก็เป็นไปตามครรลองของการศึกษา คือ ต้องเรียนรู้ศิลปะในสาขาวิชาต่างๆ ทุกอย่างเพื่อมาดูว่าเราชอบและถนัดอะไรมากที่สุด ตอนนั้นรู้ว่าชอบงานเขียนมาก แต่มารู้จริงๆ ก็ตอนทำ terminal (งานสรุปปลายเทอม) งานช่วงนั้นจะเป็น surrealism (สิ่งที่เหนือความจริง) ที่มาของงานอาจ เป็นเพราะช่วงชีวิตในวัยเด็กที่ค่อนข้างมีปัญหา ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นทางบ้านก็ไม่ค่อยมีเงินส่ง เพื่อนๆ หลายคนก็มีปัญหาคล้ายกัน บางครั้งก็ได้ทุนเรียนดีบ้าง ทำให้ผมทำงานมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องมาบรรลุ ก็ตอนเรียนอยู่ปี 4 ปี 5 ซึ่งงานตอนนั้นเป็น surrealism แบบสุดๆ อันนี้ตัวผมเองก็ได้แนวทางจากศิลปิน surrealism หลายคน แต่ผมก็พยายามเขียนรูปให้เป็นแนวของตัวเองมากที่สุด ในช่วงที่เรียนจบมาใหม่ๆ ตอนนั้นคิดว่าจะออกมาหางานทำเพราะฐานะทางบ้านที่ยากจนจึงทำให้ไม่มีเวลาไปเขียนรูปเลยเลือกที่ จะทำงานมากกว่า อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้เงินทุกเดือน โดยเราสามารถนำเงินตรงนั้นมาจัดสรรเพื่อที่ จะนำไปซื้ออุปกรณ์วาดรูปได้ต่อไป
ผมทำงานอยู่ประมาณ 8 ปี ซึ่งใน 8 ปีนี้ ผมได้ประสบการณ์จากบริษัทโฆษณาหลายอย่าง ทั้งเขียนรูป โฆษณา งาน story board งาน add โฆษณาการทำงานศิลปะในเชิง advertising (อาชีพโฆษณา) ช่วงนั้นแทบจะไม่มีเวลาได้ทำงานพวกข้อเขียนอะไรเลย งานที่ทำทั้งหมดจะเป็นการเขียนเสียส่วนใหญ่ ฉะนั้น 8 ปีที่ทำงานมันก็คือการบ่มเพาะวิชาให้กับตัวเอง มาถึงตอนนี้ผมบอกตัวเองว่าจะกลับไปอยู่ บ้านสักพักเพื่อเขียนรูป ซึ่งมันก็ตรงกับยุค IMFเป็นยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง งานก็มีเข้ามาน้อย ในส่วน ที่เป็นออเดอร์ทางด้านงานโฆษณาก็น้อยลงตามไปด้วย ผมเลยหันมาเขียนรูปดีกว่า ประจวบกับตอน นั้นผมกำลังซื้อบ้านพอดี หลังจากซื้อบ้านผมก็เขียนรูปมาตลอดและเอารูปที่เขียนมาแขวนติดไว้ที่บ้าน ด้วย วันหนึ่งเพื่อนมาดูงานที่บ้านก็บอกว่าให้เอาไปแสดงที่หอศิลป์แห่งชาติ ผมก็เอางานไปเสนอ ทางหอศิลป์บอกว่าไปอยู่ไหนมา ให้ผมเอางานไปแสดงเดือนหน้าได้เลย มันก็ค่อนข้างฟลุ๊ค เพราะ น้อยคนที่จะเอางานไปแสดงที่หอศิลป์ต้องใช้เวลาจองกันเป็นเดือนๆ บางคนอาจต้องรอเป็นปี
สำหรับงานในชุดที่แสดงที่ Ateriler เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตอนแรกอยาก ให้งานออกมานิ่งๆ ไม่คิดว่าจะโลดโผน หนักหน่วงขนาดนี้ เวลาที่ผมทำงานผมจะรู้เลยว่าศิลปะใน บ้านเรามันจะเอาแค่นี้ไม่ได้ มันจะต้องให้เทียบกับประเทศอื่นเขาได้ เมื่อก่อนงานของผมจะเป็นชุด พระเป็นเรื่องของอารมณ์อ่อนๆ ซึ่งในความจริงนิสัยส่วนตัว ไม่ใช่คนลักษณะนั้น และงานในชุดนี้จะบอก ได้ดีถึงตัวตนที่แท้จริงของผม คือ รักสนุก เฮฮา ปะทะกับสังคม เหตุการณ์ในสังคมเวลาที่เราไปเจอ อะไรมากๆ ไม่รู้จะทำงาน concept (งานแนวความคิด) ไปทำไม ก็เลยเอาชีวิตของเราเข้าไปสัมผัส กับมันเอง ข่าวสารบ้านเมืองที่มากระทบตัวเรา เราก็ทำเป็นงานออกมา มีลักษณะที่หลากหลาย คือไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นงาน concept (งานแนวความคิด) คือ ให้เรื่องราวต่างๆ มันเข้ามากระทบ เราแล้วเรารู้สึกสะเทือนใจกับอะไรเราก็เลือกทำอันนั้น
- ส่วนใหญ่ได้ข้อมูลการทำงานมาจากไหน ข้อมูลที่ผมได้ส่วนมากก็ได้มาจากการท่องเที่ยว การศึกษา เราเป็นคนเขียนรูปมาก อยู่แล้วก็จะได้มาจากการนั่งคิดนี่แหละ เนื้อหาจึงไม่ค่อยมีแบบแผนไม่มีการอ้างอิงเท่าไหร่ มันเกิด ขึ้นมาจากตัว ประสบการณ์ จากการที่เขียนรูปมากๆ บางรูปแทบจะไม่มีตัวอย่างเลยจะสร้างมัน ขึ้นมาเองทั้งหมด มันก็คือการอุตสาหะมุมานะของเรา และกลั่นกรองจนออกมาเป็นรูปอีกทีนั่นเอง สำหรับงานชุดนี้รูปแต่ละรูปผมให้เวลากับมันมากทีเดียว งานทั้งหมดมีประมาณ 30 ชิ้นผมใช้ เวลาสร้างมันอยู่ประมาณสองปีครึ่ง บางรูปก็ใช้เวลามาก บางรูปใช้เวลาน้อยคละกันไป มันก็ตก เดือนละหนึ่งรูป คือจะทำไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบกับมัน อยากให้งานออกมาดีที่สุด ส่วนหนึ่งที่คาดหวัง คืออยากให้งานปรากฎต่อสาธารณชนเพราะงานแนวนี้มันค่อนข้างที่จะเห็นน้อย มันมีคนที่ทำจริงแต่มัน ก็มีน้อยจริงๆ
- การเลือกที่จะเป็นศิลปินอิสระได้ให้อะไรกับชีวิตบ้าง สิ่งสำคัญที่ศิลปินอิสระมักพบเจอก็คือ ภาระหน้าที่ของตัวเองที่ต้องรับผิดชอบ ถ้าภาระ ที่มีมันหนักก็จะทำให้เราทำงานอิสระ (งานศิลปะ) ได้น้อย สำหรับผม ผมมีแฟนที่ดี ช่วยดูแลทุก อย่างตั้งแต่เรื่องเงิน ประชาสัมพันธ์ เรื่องสูจิบัตร เขาจัดสรรเรื่องพวกนี้ได้ดีมาก ที่สำคัญคือเขา เข้าใจในสิ่งที่ผมทำ ผมมีเพื่อนที่ดี ทำให้มีความรู้สึกว่ามีพลังที่จะเขียนรูป และถ้าผมจะเขียนรูป ผมก็จะไม่ทำงานอื่น แต่ในขณะเดียวกันถ้างานอื่นที่ทำแล้วมันได้มาซึ่งเงินทองก็จะทำ เพราะคิดอยู่ เสมอว่าการเขียนรูปจริงๆ ต้องใช้เวลาเพื่อสั่งสมประสบการณ์และทำงานมากๆ จนกว่ารูปของเรา จะเป็นที่ยอมรับและขายได้ในที่สุด เหตุผลจริงๆ ของการเขียนรูปแบบศิลปินอาชีพมันก็คือการทำงาน แบบลมหายใจนั่นเอง ไม่ได้เน้นที่เรื่องราคาค่างวด ทำไปตามน้ำ ไม่มีใครมาสั่ง ไม่มีครูมาตรวจ มันเป็นการทำงานด้วยใจรัก จริงๆ
- สิ่งที่คาดหวังที่สุดสำหรับงานชุดนี้คืออะไร ผมว่าทุกคนคาดหวังเหมือนกันหมด แต่จุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดของผม คือ ผมต้อง การเพียงแค่ให้นักศึกษาเห็นงานแนวนี้บ้าง ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ปฏิเสธงานแนวอื่น อย่างน้อยมันก็เป็น ตัวกระตุ้นนักศึกษาหรือเด็กรุ่นใหม่ให้เห็นว่างาน surrealism ยังมีงานที่ละเอียดอ่อนกระแทกกระทั้นอารมณ์ เป็นสไตล์หนึ่งที่ผมจะหยิบยื่นให้พวกเขาเห็น ส่วนผลตอบรับนั้นยังไม่รู้หรอกแต่ในงานคนมาเยอะเท่านี้ ก็เพียงพอแล้ว ทำให้ผมคาดหวังต่อไปอีกกับเสียงตอบรับว่ามันจะกลับมาเรียกร้องให้เราทำงานต่อ อย่างเรื่องของการขายงานได้มันเป็นผลพลอยได้ที่ผมเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน
- ทำไมถึงไม่อยากเป็นอาจารย์ทั้งที่มีหลายแห่งอยากให้ไปสอน นั่นอาจจะเป็นเพราะผมชอบที่จะอยู่เงียบๆ มีทำงานอื่นบ้าง เช่น งานปั้น งานแกะไม้ กระทั่งตัดหญ้าหน้าบ้าน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ย่อมไม่มีอะไรมากไปกว่า 7 ชั่วโมงกับการเขียนรูป คือ ผมจะเขียนรูปทุกวันเพราะคิดว่าถ้าวันไหนไม่ได้เขียนรูปก็จะป่วย ผมอาจจะชอบการ โดดเดี่ยว ชอบการอยู่คนเดียว การเป็นอาจารย์ทำให้ผมทำงานได้น้อยลง อีกอย่างผมเป็นคน ที่พูดไม่ค่อยเก่ง ไม่มีความกล้าพอที่จะต่อสู้กับการพูดเพื่อให้คนอื่น (นักเรียน) ได้ฟัง แต่กล้าที่ จะสร้างงานให้เขาดูมากกว่า รูปเขียนจะช่วยได้มากกว่าคำพูด คือ ถ้าผมจะสอนก็จะสอนด้วย รูปเท่านั้น โดยในเนื้อหามันก็สอนอยู่แล้ว เป็นอะไรที่ทำให้เด็กคิดเอาเองบ้าง รูปผมก็ไม่ยาก เท่าไหร่พอดูได้กับคนที่ไม่นิยมบริโภคงานศิลปะเขาก็จะดูไม่รู้เรื่อง แต่สิ่งที่เขาได้รับคือเขาจะ ทึ่งในฝีมือ ซึ่งตรงนี้เป็นปราการที่ผมเองก็เดาไม่ถูก
งานชุดนี้ 70% เป็นสีอะคีลิค อีก 30% เป็นสีน้ำมันอยู่ในชิ้นงานเดียวกัน ส่วนใหญ่ ผมจะโหยหาสีน้ำมันมาก เพราะสีอะคีลิคมันเร็ว แห้งเร็ว ทำให้การตัดสินใจในการเขียนรูปเร็ว รูปที่ออกมาจะทำต่อเนื่องไปได้ไว ที่สำคัญมันสามารถทำต่อในส่วนยากๆ ที่สีน้ำมันทำไม่ได้
ถึงที่สุดแล้วจุดประสงค์ที่ผมต้องการอย่างสุดซึ้งก็คือ ผมอยากที่จะยกระดับความคิดของ นักศึกษาในการทำงานแนวจัดวางองค์ประกอบแบบง่ายๆ แล้วก็จบไปโดยไม่มีอะไร อยากให้มีความละเอียดอ่อนในการทำงาน งานต่างๆ มันจะเกิดขึ้นได้ก็จากความอุตสาหะ ของเราเอง เราจะมีเงินได้ก็ตรงนี้ ขอให้ตั้งใจจริงกับมัน ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนรูปเหมือน การ์ตูน ฯลฯ ก็ขอให้ทำ ให้เขียนไปก่อนเพื่อให้มันได้เงินขึ้นมา ทว่าสิ่งสำคัญความฝัน ของเราก็ต้องทำด้วย อยากให้ศิลปินรุ่นใหม่รู้จักแยกแยะว่าไม่ควรทำงานศิลปะอย่างเดียว จนอดตาย ตามหลักสูตรปัจจุบันก็ไม่ได้สอนให้นักศึกษามี Academic (ทักษะ) ที่สูงๆ จนหางานทำไม่ได้ ผมหากินได้ทุกอย่างเพราะถ้าเรารู้ว่าเรามีฝีมือ ไปอยู่ตรงไหนก็อยู่ได้ ฉลาดหาแง่มุมของการดำเนินชีวิตเพื่อหาเลี้ยงชีพ นี่เป็นสิ่งที่ผมมักจะเน้นและเสนอให้เดิน ตามครรลอง มีพ่อ-แม่หลายคนถามว่าเรียนจบแล้วจะไปทำอะไร ผมเลยแยกให้ดูว่า ที่ผมอยู่มาได้เพราะผมมีแนวทาง 2 จุดให้เดิน หนึ่งคือเราทำงานศิลปะ และสอง เราทำงานหาเงิน มันเป็นสิ่งที่เอื้อต่อกันซึ่งเราต้องทำควบคู่กันไป การทำงานศิลปะ ทำให้เราได้ใช้สมองทั้ง 2 ข้าง ซ้าย-ขวาพร้อมกัน
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทำงานบริษัทแล้วเลิกออกมาเพราะงานมันเริ่มน้อย และผมเองก็อยาก ให้รุ่นน้องได้ทำงานก็เลยส่งต่อไปให้ ตอนนั้นผมค้นพบว่าตัวเองอยากเขียนรูปมากที่สุด จึงเริ่มเขียนรูปจริงจังตอนปี 2537 ซึ่งถ้านับรวมทั้งหมดตอนนี้มีอยู่ประมาณ 400-500 รูป ในที่นี้มีงาน impressionism (งานศิลปะลัทธิความประทับใจ) เป็นงาน landscape (ภาพทิวทัศน์) ทั่วไป เพราะเวลาที่เราทำงานแนวเดียวตลอดมันจะเกิดความเครียด จึงต้องหาเวลาเพื่อการผ่อนคลาย ผมเลือกไปเที่ยวและเก็บเกี่ยวภาพประทับใจ สิ่งเหล่านี้ มันประคองชีวิตไม่ให้เป็นบ้า เก็บกด งานมันลึก ต้องใช้สมอง ชีวิตของผมในแต่ละวันดำเนิน ไปอย่างปกติ เที่ยวกับเพื่อนฝูงและไม่เป็นศัตรูกับใคร
- ความคาดหวังกับเรื่องอนาคตเป็นเช่นไรบ้าง อนาคตผมคงเขียนรูปไปเรื่อยๆ แต่ก็ต้องดูแลสุขภาพด้วย เพราะช่วงหลังสุขภาพเริ่มไม่ค่อยดี จะปวดหลังปวดคออยู่บ่อยๆ มันเนื่องมาจากการที่เรานั่งเขียนรูปมาก งานชุดนี้ทำให้ผมลืม ดูแลสุขภาพ ภาพล่าสุดที่มีชื่อว่า “เมื่อชาวโลกไม่สนใจศิลปะ” เป็นภาพที่เตือนให้ผมรู้ว่าสุขภาพ ไม่ดีแล้ว จากงานจะเห็นได้ว่าแต่ละชิ้นงานมีความประณีต บรรจง ผมตั้งใจให้มันออกมาดีที่สุด ผมมักจะกลุ้มเรื่องที่ต้องแก้ปัญหาชีวิตให้คนอื่น แต่ตัวผมเองผมสู้ได้ ทุกคนมีครอบครัว ญาติพี่น้องที่ต้องคอยให้แก้ปัญหา ชีวิตตัวเองจึงถูกละเลยไป ช่วงที่เรียนตอนแรกๆ ก็ไม่ค่อย มีเงินซื้อสี สีที่ออกมาจึงเป็น monochrome (สีเดียว) แนวเอเลี่ยน งานจะเก็บกดเพราะ ไม่มีสีใช้ ไม่มีเงินซื้อสี แต่พอมีเงินเดือนผมก็จะสนุกกับการใช้สีที่สวยงาม จะสังเกตได้ว่า งานหลังๆ สีสันจะเยอะมาก ผมคาดหวังให้งานออกมาประสบผลสำเร็จ ผมต้องการเอาของที่มีอยู่มาแบ่งปันให้คนอื่นเห็น ผมต้องการการยืนยันว่าได้รับการตอบรับมากขนาดไหน เพื่อที่ผมจะได้ทำงานต่อไป เมื่อผลงานออกสู่สาธารณชนเป็นธรรมดาที่เราต้องการคำวิจารณ์ และลึกๆ แล้วผมต้อง การเป็นแรงผลักดันให้กับน้องๆ ที่มาดูงานว่าจะเอาไปทำให้โลกนี้งดงามขึ้น หรือว่าจะหยุด มันซึ่ง 80% เป็นไปตามนั้น คือ หลายคนได้รับแรงบันดาลใจที่ได้เห็นงานชุดนี้และได้ ไฟในการทำงานกลับไป หลายคนท้อที่เห็น และอีกหลายคนสัญญาว่าจะทำมันให้ดี นี่เป็น สิ่งที่ผมต้องการและผมก็ได้รับแล้ว ครั้งหน้าจะเกิดอะไรก็ไม่รู้ แต่งานของผมก็จะต้องก้าว เดินต่อไป
- อยากจะฝากอะไรให้กับคนทำงานศิลปะรุ่นใหม่ที่จะก้าวเข้ามาเป็นศิลปินบ้าง คงไม่มีอะไรมากไปกว่าอยากให้เขาตั้งใจจริงกับมัน ค้นหาจิตวิญญาณที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งลึกๆ มันย่อมมีอยู่แล้ว วันๆ หนึ่งเราไม่ได้พบเจอเรื่องราวเพียงเรื่องเดียว เราเจอเรื่องราวมากมาย คนทะเลาะกันกลางถนน ความเก็บกดของเรื่องการขายของแพง อาหารไม่อร่อย อาหารไม่ย่อย สิ่ง ต่างๆ เหล่านี้เราสามารถหยิบยกนำมาทำเป็นงานได้ แต่มันก็ต้องค่อยๆ ตะล่อมมาจนถึงว่าท้องมันร้อง มันปั่นป่วนเพราะเราเครียด เราไม่อยากพูด เราก็เลยเขียนออกมาเป็นรูป งานชุดนี้เลยได้ชื่อว่า “ท้องร้อง สมองพูด” ผมใช้เวลาคิดหลายเดือน ผมไม่อยากอธิบายด้วยการพูด แต่ผมต้องการบอก ด้วยภาพอธิบายจิตใจลึกๆ ของตัวเองด้วยภาพ เพราะภาพทุกภาพก็คือการสอนชีวิตของศิลปิน การสัมผัส การเมือง กระทั่งเรื่องของการแก่งแย่งกัน ฯลฯ
ผลงานจะเป็นตัวผลักดันเราเอง ดีไม่ดีไม่ใช่ตัวเราบอก อยู่ที่ผู้บริโภค อุปโภคเราขึ้นไป แบบไหนมากกว่า ถ้างานของผมจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมผมก็ยินดีจะช่วยเต็มที่ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้ศิลปะ มันงดงามยิ่งๆ ขึ้นไป ศิลปะไม่ใช่แค่ความงามเพียงอย่างเดียว ภายในตัวศิลปะนั้นมีปรัชญาความคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ ทำให้ตัวของมันเองสามารถจะตรึงตราไปในประวัติศาสตร์ เพื่อความเป็นอมตะ ภาพที่สำเร็จออกมามันคือวัตถุชิ้นหนึ่งที่คนสัมผัสได้ แต่ในส่วนลึกของภาพมันควรมีความคิด ข้างใน ซึ่งมันจะเป็นตัวยกระดับความคิดอีกทีหนึ่ง ถ้ามนุษย์ทำได้เช่นนี้ โลกนี้ก็คงจะงดงามและน่าอยู่ ตราบลมหายใจเฮือกสุดท้ายเลยทีเดียว |
ข่าวศิลปะ
| ข่าวศิลปะและการออกแบบ |
| ข่าวศิลปะและการออกแบบ โดย rssthai.com สถานีกระจายข่าว 24 ชั่วโมง |
|











