วัน-เวลาเปิดทำการ
อังคาร-ศุกร์ 13.00-21.00 น.
เสาร์-อาทิตย์ 9.00-19.00 น.
หยุดทุกวันจันทร์
วันหยุดเพิ่มเติม
เดือนกรกฎาคม 53
หยุด 24-27 กค. 53
หนังสือแนะนำ
![]() |
คู่มือวาดเส้น เนื้อหา เทคนิค วิธีวาดทีละขั้นตอน พร้อมคำ อธิบายที่เข้าใจง่าย สามารถนำ ไปฝึกฝนได้ด้วยตัวเอง |
| Designed by: |
หน้า 1 จาก 3
ปัญญา เพ็ชรชู"...เริ่มจำความได้ว่าเขียนรูปได้ก็ที่นั่นเพราะว่า เรื่องตลกก็คือ กลางคืนอยู่กุฏิหลวงพ่อ เงียบๆ เค้าไปไหนกันหมดไม่รู้ ผมก็เขียนรูปไปส่งครูตอนเช้า ก็เป็นรูปทะเล แล้วคืนนั้นก็โดนผีหลอกผีในกุฏิหลอก...ที่รู้ว่าผีหลอกเพราะว่า มันมีเสียงคนเดินไปที่ประตูแล้วพอเราจุดไฟเดินไปที่ประตู อ้าว! ประตูปิดนี่นาไอ้ประตูนั้นมันเป็นบานประตูโบสถ์เป็นแผ่นไม้ใหญ่ๆ เวลาเปิดมันจะดัง อ๊าด...ด ..ก็ไม่เห็นมีคนเปิดไม่ได้ยินเสียงเปิดด้วยแต่ทำไมมีคนเดินผ่านไปที่ประตู ข้างๆ ประตูมีตู้ใส่กระดูก เก่าๆ ไม่รู้หลวงพ่อเอามาเก็บไว้ทำไม ทีนี้ที่จำเหตุการณ์นั้นได้เพราะว่าตอนเช้าเอารูปไปส่งครู ครูก็ บอกว่าทะเลบ้าอะไรของเธอ..."
อาจารย์ปัญญา เพ็ชรชู เกิด 26 กันยายน 2492 ? อาจารย์ช่วยเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตก่อนที่จะมาเรียนศิลปะให้ฟังหน่อยครับ ผมเป็นคนเกิดที่ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ก็ด้วยเหตุที่พ่อผมรับราชการก็ย้ายไปเรื่อย ไม่ เหมือนข้าราชการครู คือถ้าเงินเดือนขึ้นที ตำแหน่งขึ้นทีก็ต้องย้าย ไม่ได้ย้ายเพราะโดนคดีอะไรหรอก จากกระทุ่มแบนก็ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ตรงฝั่งธนบุรี จากฝั่งธนฯ ตรงภาษีเจริญ ก็ย้ายไปอยู่ที่ จังหวัดเลย อยู่ที่ จังหวัดเลยซัก 10 ปี ก็ย้ายลงไปอยู่ที่ทุ่งสงปักษ์ใต้ จากทุ่งสงก็ไปอยู่วัด เพราะว่าพ่อ เข้าทำงานในนิคมฯ พ่อก็ฝากกับหลวงพ่อไว้ เริ่มจำความได้ว่าเขียนรูปได้ก็ที่นั่นเพาะว่า เรื่องตลกก็คือ กลางคืนอยู่กุฏิหลวงพ่อ เงียบๆ เค้าไป ไหนกันหมดไม่รู้ ผมก็เขียนรูปไปส่งครูตอนเช้า ก็เป็นรูปทะเล แล้วคืนนั้นก็โดนผีหลอก ผีในกุฏิ หลอก ที่รู้ว่าผีหลอกเพราะว่า มันมีเสียงคนเดินไปที่ประตูแล้วพอเราจุดไฟเดินไปที่ประตู อ้าว! ประตูปิดนี่นา ไอ้ประตูนั้นมันเป็นบานประตูโบสถ์เป็นแผ่นไม้ใหญ่ๆ เวลาเปิดมันจะดัง อ๊าด...ด ..ก็ไม่เห็นมีคนเปิด ไม่ได้ยินเสียงเปิดด้วย แต่ทำไมมีคนเดินผ่านไปที่ประตู ข้างๆ ประตูมีตู้ใส่ กระดูกเก่าๆ ไม่รู้หลวงพ่อเอามาเก็บไว้ทำไม ทีนี้ที่จำเหตุการณ์นั้นได้เพราะว่าตอนเช้าเอารูปไป ส่งครู ครูก็บอกว่าทะเลบ้าอะไรของเธอมีกองฟางด้วย ก็จำได้มาตั้งแต่นั้น มีทะเล มีต้นมะพร้าว บนพื้นดินมีกระท่อมแล้วก็มีกองฟาง ครูก็บอกใกล้ทะเลเค้าไม่ปลูกข้าวกันหรอกใครจะไปปลูก ตอนนั้นไม่รู้ก็จำภาพนั้นมาได้ ทีนี้จากทุ่งสงก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านแพ้วและก็มาโตที่บ้านแพ้ว ตอนนั้นยังไม่มีถนนเลย จะไปไหนก็ต้องพายเรือตลอด ตอนที่อยู่บ้านแพ้วตำบลหลักสามเนี่ย ก็ได้มายุ่งกับงานศิลปะเพราะว่าเณรองค์หนึ่งเขียนรูปเก่ง เวลาหามศพเข้ามาในวัดไม่มีรูป เณรก็ช่วยเขียนบางทีได้จากรูปหมู่เล็กๆ บางทีเห็นปากหว๋อ ก็เขียนให้หุบปากเณรก็ช่วยได้ เราก็นั่งดูเณร แล้วเณรก็สอนให้เขียนรูปเหมือน ก็ชวยเค้าเขียนตอนอยู่วัดประกอบกับมีครูจบ ปั้นจากเพาะช่าง รุ่นอาจารย์อภัย ไปสอนที่หลักสาม ชื่อ ดำรง เล็กสว่างท่านก็ทั้งเขียนทั้งปั้นเก่ง ตอนนั้นอยู่มัธยมแล้ว ม.3 ท่านเก่งปั้นทำพิมพ์เก่งท่านสอนให้ถอดพิมพ์หน้าพระ เราก็ไม่รู้ หรอกว่าหน้าพระนี้อาจารย์จิตร ปั้นติดอยู่ข้างตึกเพาะช่าง ท่านเอาแบบมาให้ทำท่านก็สอน
วิธีสอนท่านก็ดี จะให้ทำเป็นกลุ่มก่อนแล้วเอาหัวหน้ากลุ่มไปสอน พอหัวหน้ากลุ่มทำเป็นก็มา สอนคนในกลุ่มอีกที พิมพ์หน้าพระนี่ตอนสอนก็ให้ 3 ชั่วโมง ให้ทำพิมพ์แล้วถอดแบบด้วย หน้าหนึ่งภายใน3 ชั่วโมง ด้วยปูนแล้วก็ถอดออกมาด้วยก็ทำได้ จากนั้นพอเรียนจบก็ไปสมัคร สอบที่วิทยาลัยครู แล้วครูก็บอกน่าจะสอบเพาะช่าง ท่านพามารู้จักโรงเรียนเพาะช่าง พอดีเจอ ครูของท่านก็พาผมเข้าไปไหว้ ชื่อ อาจารย์ไพบูรณ์ ตั้งตระกูล เป็นครูของครูดำรงค์ อีกทีหนึ่ง ก็บอกว่าพาลูกศิษย์มาสอบคนหนึ่ง
ทีนี้ผมหัดเขียนคนเหมือนมากับเณร หัดทำปูนเขียนสีโปสเตอร์มากับครูดำรงค์ ตอนสอบมัน ก็เลยไม่ยากเพราะว่าเค้าตั้งหุ่นให้เขียน ปรากฎว่าประกาศผลสอบเค้าพิมพ์ผิดเป็น นายบัญชา เพ็ชรชูนามสกุลของเราแต่ชื่อไม่ใช่ของเรา เราเป็นเด็กบ้านนอกเข้ามาก็ไม่รู้จะ ไปถามใคร มายืนอยู่ใต้ต้นสนหน้าโรงเรียนแต่ก่อนเค้าจะตัดเป็นกลมๆ จะได้ไม่สูงเพราะ ถ้าสูงเวลาลมพัดฟาดไปโดนรถ โรงเรียนก็จ่ายแย่เลย
ทีนี้ก็กลับไปบ้านพ่อถามก็มากล้าบอกไม่แน่ใจว่าชื่อเรารึเปล่า ทีนี้วันมอบตัวเค้าให้ผู้ ปกครองที่มีทะเบียนบ้านอยู่ที่นี่ก็เลยย้ายมา พ่อก็รู้จักกับลุงที่ทำงานสหกรณ์ตรงท่าราชวรดิษฐ์ แต่ก่อนสหกรณ์อยู่ที่นั่นตอนหลังก็ย้ายไปเพราะทหารเรือมายึดเป็นที่ของทหารเรือ ก็เอามา ฝากลุงไว้ให้ลุงมามอบตัว ใจก็ไม่ค่อยดีถ้าเกิดไม่ใช่เราจะทำไงดี ปรากฏว่ารออยู่จนบ่ายชื่อนี้ ก็ไม่มีใครมามอบตัวเลย ก็เลยรู้ว่าเค้าพิมพ์ผิดเข้ามาเรียนตอนนั้นก็เรียนฝึกหัดครูชื่อแผนก ป.ม.ช. (ประถมการช่าง) ตอนนั้นใครเรียนเก่งก็จะให้เรียนฝึกหัดครู ถัดลงมาก็จะเรียน วิจิตรศิลป์ แล้วก็มาเรียนหัตถกรรม ก็มีอยู่ 3 แผนก
วิจิตรศิลป์นี่เขียนอย่างเดียวเลย ฝึกหัดครูก็มี ฝึกหัดครูประถมกับฝึกหัดครูมัธยมปี 1,2,3 นี่ฝึกหัดครูประถม ปี 4,5 นี่ฝึกหัดครูมัธยม ฝึกหัดครูประถมก็เหมือน ปวช. เรียนมาก็ฝึกสอน หลายที่ พอจบปี 3ตอนนั้นยังนุ่งขาสั้นก็สอบ ป.ม. เรียน ป.ม. นี่ก็จะแยกเป็นเขียนเป็นปั้น เหมือนกันก็เรียนเขียนช่วงที่เรียน 3 ปีนี่ก็สนุกเพื่อนเยอะเพราะว่า วิจิตรศิลป์มีตั้ง 109 คน ฝึกหัดครูมีตั้ง 108 คน คือแต่ก่อนเค้าจะกำหนดไว้เลยว่า ชาย 30 หญิง 20 พอเรียนเข้าจริง ก็มีเด็กฝากเข้ามาเยอะ แต่โรงเรียนเพาะช่างนี่ก็ดีคือเค้าจะไม่ตัดเด็กตัวจริงออก ฝากเข้ามาก็ เอามาเพิ่ม เด็กฝากมาจากหลายที่ ส่วนใหญ่ก็จากศิษย์เก่าที่จบไปมีลูกก็เอาเข้ามาฝาก
บางทีก็ผู้บริหารระดับชั้นเหนือขึ้นไปก็เอาเข้ามาฝาก เพื่อนผมบางคนนี้เรียนตั้ง 2 เดือน แล้วมันเพิ่งจะเดินเข้ามา แต่พอฝึกไปนานๆ ตั้งใจมันก็เขียนได้ สนุกดีเพื่อนหลายๆ คน จากประมาณ 50 คนเป็น108 คน เต็มห้องเลยเดินแทบจะชนกัน พอขึ้น ป.ม. ก็แยกกันไป กลุ่มหนึ่งไปปั้น กลุ่มหนึ่งไปเขียน
อาจารย์สุรชัย ก็แยกไปปั้น ผมมาเรียนเขียน อาจารย์วุฒิชัย นี่สอบตั้งแต่รุ่นผมสอบ แต่มา ได้เอา 3 ปีหลังจากนั้น จริงๆ อาจารย์วุฒิเป็นคนเก่งไม่รู้ไปตกตรงไหนจนกระทั่งผมจบ เพาะช่าง 5 ปี ไปเรียนที่ประสานมิตรต่อ 2 ปี กลับมาสอนตอนปี 2515
อาจารย์วุฒิชัย อยู่ปีสุดท้าย ผมจบที่เพาะช่าง วุฒิ ป.ม.ช. ไปต่อประสานมิตรนี่วุฒิ ก ศ ป. (ศิลปศึกษา)ตอนนั้นเรียก ก ศ บ.ปริญญาตรี ทีนี้ถ้าคนจบจากเพาะช่างนี่ มันไม่มีปริญญาตรี มันแค่ระดับ ปวส.ก็ต้องไปเรียนต่อบางคนรุ่นก่อนผมนะ อย่างอาจารย์อภัย ก็ไปจบประวัติ ศาสตร์ เพราะว่าตอนนั้นศิลปศึกษาที่ประสานมิตรยังไม่เปิด ผมเข้าไปเรียนรุ่นที่ 3 อย่าง อาจารย์ศศิธร เค้าก็ไปเรียนประวัติศาสตร์ อาจารย์บางท่านก็ไปเรียนสังคมแต่ก็จบปริญญา ตรีเหมือนกัน ทีนี้จากที่ผมเรียนกับครูดำรงค์ มา ผมก็งงว่าทำไมเวลาปั้นเค้าสอนทำพิมพ์ ตัวหนึ่งทำตั้งเดือน ตอนที่เราเรียนเราทำแค่ 3 ชั่วโมงเอง ตอนขึ้นไปเรียน ป.ม. เขียน พวกปั้นเค้ามีหุ่นปั้นอยู่ข้างล่าง วันเสาร์ อาทิตย์ เราก็เข้าไป ขโมยหุ่นเอาไปถอด ถอดเสร็จแล้วก็เอามาตั้งไว้ที่เดิม เพราะเราถนัดเรื่องถอดพิมพ์อยู่แล้ว และถอดได้เร็วครูเค้าสอนวิธีมาดีแป๊บเดียวก็ได้หุ่นเอามาฝึกเขียน
พอตอนเย็นปั้นกับเขียนเค้าก็ไม่อยากให้ยุ่งกันเท่าไหร่ เพราะมันเป็นพวกเดียวกัน เพื่อน กันไอ้พวกเขียนก็ชอบลงไปอยู่ห้องปั้น ส่วนใหญ่พวกเขียนจะชอบลงไปช่วยพวกปั้น เพราะส่วนใหญ่คนเก่ง Drawing ก็จะขึ้นไปเรียนเขียน คนที่คะแนนต่ำลงมาก็จะมาเรียน ปั้น คือถ้าชอบปั้นจริงๆถึงจะลงมาเรียน พวกเขียนมันก็จะปั้นได้ทุกคนแล้วจะต้องลงมา เรียนปั้น 2 เดือน คือทิ้งงานเขียนไปเลย พวกปั้นก็ไปเรียนเขียนสนุกดี แล้ววิชาอื่นก็ต้อง ไปเรียนทุกวิชา เช่น หัตถกรรมก็เรียนปีละ 2-3 ชิ้น จนครบ 7 ชิ้น แต่ก่อนจะไม่มีเครื่อง หล่อเพราะเค้าสอนอยู่ในวิชาปั้น
เพราะฉะนั้นช่างรุ่นผมจะรู้จักครูบาอาจารย์หมดทุกคนเลย และไหว้ครูได้สนิทใจเพราะ คนนั้นก็สอนเราคนนี้ก็สอนเรา ตอนหลังนี้มันแยกกัน ประกอบกับว่าเพาะช่างมีรอบบ่าย รอบบ่ายนี้มีเงินค่าตอบแทนต่างหากของค่าสอนคือแต่ละแผนกก็จะไม่พยายามที่จะให้ ครูแผนกอื่นเข้ามาสอนในแผนกของตัวเพราะกลัวเรื่องเงินที่จะต้องเฉลี่ยให้เท่ากัน ถ้าสอนไม่ครบก็จะเบิกไม่ได้เลยทั้งหมด ต้องสอนให้ได้ตามอัตราทำให้เด็กไม่รู้จักครู คนอื่นเลย
? ตอนที่อยู่เพาะช่างอาจารย์ได้เขียนงานแบบไหนครับ ก็มีทุกอย่างแหละแต่งานเขียนจะเป็นลักษณะงานอิมเพรสชั่นนิส ก็คือไม่ได้เขียน เก็บละเอียด เอาหุ่นตั้งแล้วตอนเย็นตรวจ ตอนขึ้นเรียนปี 1,2,3 จะเรียนสีน้ำกับ Drawing ซึ่งจะเรียนหนักเลยเพราะถือว่า Drawing นี่เป็นปัจจัยของทั้งหมด ถ้าทำ Drawing ได้ก็ทำอย่างอื่นได้หมด พอขึ้นปี 4,5 ก็เรียนเฉพาะสีน้ำมัน แล้วก็ไปฝึก สอน 2 เดือนต่อปี เริ่มฝึกสอนตั้งแต่ปี 2,3,4,5 ตอนที่ไปเรียนประสานมิตรก็ไปฝึก สอนอีก แต่ที่ประสานมิตรนี่โหดร้ายทารุณ เพราะเราไม่ได้สอนศิลปะ เราไปเป็น ครูประจำชั้นแทน สอนหมดทุกวิชาเด็กที่เรียนบางวิชา เราไปเจอเลย มันมากผมฝึก สอนเขียนบนกระดาน เด็กยกมือบอกว่าอาจารย์ครับอาจารย์ทำผิด ผมสอนชั้น ป.5 สอนอยู่ 3 เดือน ทรมานมาก แล้วเป็นครูฝึกสอนไม่ใช่ครูนิเทศที่ไปดูการฝึกสอน อย่างที่เพาะช่างนี่ฝึกสอน เดือนหนึ่งบางทีไปครั้งเดียว บางโรงเรียนครูเค้าไว้ใจ ไม่ได้ไปเลย แล้วครูที่ไปตรวจการสอนเล่นไปผูกข้าวกลางวันที่โรงเรียนไปทุกวัน เลย 3 เดือน เรื่องวิชาการศึกษาที่ประสานมิตรเค้าสร้างคนให้เป็นครูจะเน้นในเรื่อง นี้มากเลย ก็กว่าจะรอดมาได้แทบตาย เรียนประสานมิตรมา 2 ปี ก็ฝึกสอนปีสุดท้าย 3 เดือน ก็รู้จักสนิทกับครูพี่เลี้ยงเลย ตอนนี้อายุ 67 ปี เพิ่งแต่งงาน ผมก็ไปงานแต่ง มาที่โคราช คนแก่อายุรวมกันเกือบหมื่นปี เพาะช่างเมื่อก่อนสนุกที่สนุกก็เพราะ คะแนนวิชาการรวมแล้วต้องได้ 50 คะแนน ปฏิบัติต้องได้ 65 คะแนน สมมุติว่า 5 วิชา เราไม่ชอบ 2 วิชา เราจะทิ้งไปก็ได้ ไปเรียนอย่างอื่นให้ดีให้เฉลี่ยแล้ว ต้องได้ 50 คะแนน เราก็จะรอด
แต่ปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้น พละ 1 หน่วยกิจตกต้องเรียนใหม่เมื่อก่อนไม่ต้อง เมื่อก่อน พละไม่มีแต่อย่างเต้นรำเนี่ยผมว่าน่าเรียน นี่เอาเด็กไปเรียนพละเหนื่อยมาก็เขียนรูป ไม่ได้มือไม้สั่นหมด ที่ศิลปากรเค้าให้ออกกำลังกายก็โดยให้เล่นตระกร้อ ไม่ต้องวิ่ง ขึ้นตึกให้เหนื่อย แต่ก่อน Drawing เยอะแล้วทำอะไรก็ถนัดทั้งปั้นทั้งเขียน เพื่อนที่ จบไปก็ทำงานปั้นก็มีเขียนก็มีเยอะ หน่วยงานราชการเค้ารับทุกที่ด้วย ตำแหน่งมัน เยอะไม่พอกับคน ตอนผมไปเรียนประสานมิตร จบมา 29 คน เพื่อนเค้าไปเข้าวิทยาลัย ครูกันหมดเลยมีผมกลับมาเพาะช่างคนเดียว เพราะผมเบื่อชีวิตครูมากๆ เลย แต่เพื่อน ผมเค้าไปกันเพราะว่าวิทยาลัยครูนี้มีโอกาสเรียนต่อ โอกาสไปต่างประเทศเยอะกว่า กรมอาชีวะ ผมก็เลยมาสอบที่กรมอาชีวะสอบเพื่อมาอยู่เพาะช่าง โชคดีที่ผมสอบได้ ที่ 1 ถ้าผมสอบได้ที่ 2 แย่เลย เพราะว่ามันมีคนสอบคนเดียว
คนที่เข้ามาพร้อมกันก็คือ อาจารย์อัศนีย์ ชูอรุณ ที่เป็นราชบัณฑิตและเป็นคณะบดี ของคลองหก เพิ่งออกจากตำแหน่งเพราะหมดวาระ ก็เข้ามาพร้อมกัน อาจารย์อัศนีย์ ก็เข้าไปหา ผอ.คืออาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ ก่อนว่าจะสอนวิชาอะไรก็มีกายวิภาคกับ ประวัติศาสตร์ศิลป์ อาจารย์อัศนีย์เลือกกายวิภาคไปที่จริงผมสอนได้สบายมาก ทีนี้ ผมเข้าไปทีหลังก็ได้วิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ไป วันแรกสุวรรณภูมิอยู่ที่ไหนก็เปิด หนังสืออ่าน อ่านไปแล้วก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนเพราะยังสรุปไม่ได้ พม่าก็บอกว่า อยู่ที่พม่า ไทยก็บอกว่าอยู่ที่ไทย เขมรก็บอกว่าอยู่ที่เขมร ก็เริ่มต้นสอนว่าสุวรรณภูมิ อยู่ที่ไหน ก็สอนทั้งประวัติศาสตร์ไทยและต่างประเทศ ต่างประเทศนี่มันก็ไม่ยาก เพราะว่าเราก็ไม่เคยเห็น เด็กก็ไม่เคยเห็น เห็นแต่รูปในหนังสือ
การฉายสไลท์ก็ยังไม่มีเพราะว่าเครื่อง มีน้อยมากในเพาะช่างมีเครื่องเดียว ผมก็มีการ สอนอยู่ 3 วิธี วิธีแรกเปิดหนังสืออธิบาย วิธีที่สองก็เอียงมาเปิดด้านซ้าย วิธีที่สามก็ เอียงมาเปิดด้านขวา ประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย อาจารย์อภัยก็สอนอยู่ ตอนหลังก็ยก ให้ผมสอนผมสอนตั้ง 9 ห้อง รอบเช้ารอบบ่ายก็รวมเป็น 18 ห้อง มันมาก ตอนนั้น ผมอายุก็ประมาณ 22-23 ตอนนั้นรับ ปวช. ปีแรกรุ่นอาจารย์สมปองเรียน ปวช. ปี1 รุ่นอาจารย์สมปองนี่เยอะมากๆ เลย จะเดินชนกันตายนั่งอยู่โรงอาหาร เรียนก็ที่ตึก โรงอาหารทั้งหมดเลย 9 ห้อง เช้า-บ่าย ผมสอนสีน้ำด้วย สีน้ำผมพอเป็นเพราะว่า เรียนมาตอนสมัยที่เรียนปี 1,2,3 พอปี 4,5 ก็ไม่ได้เขียนไปประสานมิตรก็เป็น แนวสร้างสรรค์ เขียนเหมือนก็บ่น |
ข่าวศิลปะ
| ข่าวศิลปะและการออกแบบ |
| ข่าวศิลปะและการออกแบบ โดย rssthai.com สถานีกระจายข่าว 24 ชั่วโมง |
|













